ภาคผนวกที่ 2

ลักษณะและคุณสมบัติของวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตราย

เกณฑ์ชุดนี้คือสิ่งที่ใช้ตัดสินว่าของเสียที่ถือรหัสกำกับ HM เป็นของเสียอันตรายจริงหรือไม่ มีทั้งหมด 6 ข้อ และมีค่าเกณฑ์ความเข้มข้นรายสารอีก 38 สาร

เกณฑ์นี้ใช้กับรหัสไหน

ที่มา — ข้อ 3 ของภาคผนวกที่ 1

HA · 238 รหัส
รหัสที่กำกับ HA (Hazardous waste – Absolute entry) เป็นของเสียอันตรายโดยตัวรหัสเอง ไม่ต้องวิเคราะห์ตามภาคผนวกนี้
HM · 184 รหัส
รหัสที่กำกับ HM (Hazardous waste – Mirror entry) ถือเป็นของเสียอันตรายไว้ก่อน ผู้ประกอบการที่ต้องการโต้แย้งว่าไม่เข้าข่าย ต้องวิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ในภาคผนวกนี้

การวิเคราะห์ตามเกณฑ์นี้ต้องทำโดยห้องปฏิบัติการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือห้องปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐ หรือที่ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐานสากลที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเห็นชอบ (ข้อ 15 ของประกาศฯ)

ค่าเกณฑ์ความเข้มข้นรายสาร

ตัวบทแยกไว้เป็นสองตารางตามวิธีวัด หน้านี้รวมไว้แถวเดียวกันเพื่อให้เทียบได้ในคราวเดียว ค่าที่แสดงเป็นรูปตามตัวบททุกตัว รวมทั้งเลขศูนย์ท้ายทศนิยมซึ่งบอกความละเอียดของการวัด

TTLC · Total Threshold Limit Concentration (ข้อ 5.1)
ค่าความเข้มข้นทั้งหมดของสิ่งเจือปน ในหน่วยมิลลิกรัมของสารต่อหนึ่งกิโลกรัมของวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว (mg/kg; wet weight) — เข้าข่ายเมื่อเท่ากับหรือมากกว่าค่าที่กำหนด
STLC · Soluble Threshold Limit Concentration (ข้อ 5.2)
ค่าความเข้มข้นในน้ำสกัดที่ได้จากวิธี Waste Extraction Test (WET) ในหน่วยมิลลิกรัมของสารต่อลิตรของน้ำสกัด (mg/L) — เข้าข่ายเมื่อเท่ากับหรือมากกว่าค่าที่กำหนด
ค่าเกณฑ์ TTLC และ STLC ของสารอันตราย 38 รายการ ตามข้อ 5.1 และ 5.2
สารTTLCSTLC
พลวง และ/หรือสารประกอบพลวง

Antimony and/or antimony compounds

500mg/kg15mg/L
สารหนู และ/หรือสารประกอบของสารหนู

Arsenic and/or arsenic compounds

500mg/kg5.0mg/L
แร่ใยหิน

Asbestos

1.0ร้อยละ
แบเรียม และ/หรือสารประกอบแบเรียม(ยกเว้นแบไรต์และแบเรียมซัลเฟต)

Barium and/or barium compounds (excluding barite and barium sulfate)

10,000mg/kg100mg/L
เบริลเลียม และ/หรือสารประกอบเบริลเลียม

Beryllium and/or beryllium compounds

75mg/kg0.75mg/L
แคดเมียม และ/หรือสารประกอบแคดเมียม

Cadmium and/or cadmium compounds

100mg/kg1.0mg/L
สารประกอบของโครเมียมเฮกซาวาเลนท์

Chromium (VI) compounds

500mg/kg5mg/L
โครเมียม และ/หรือ สารประกอบของโครเมียมไตรวาเลนท์

Chromium and/or chromium (III) compounds

2,500mg/kg5mg/L
โคบอลต์ และ/หรือ สารประกอบของโคบอลต์

Cobalt and/or cobalt compounds

8,000mg/kg80mg/L
ทองแดง และ/หรือ สารประกอบทองแดง

Copper and/or copper compounds

2,500mg/kg25mg/L
สารประกอบเกลือของฟลูออไรด์

Fluoride salts

18,000mg/kg180mg/L
ตะกั่ว และ/หรือสารประกอบตะกั่ว

Lead and/or lead compounds

1,000mg/kg5.0mg/L
ปรอท และ/หรือสารประกอบปรอท

Mercury and/or mercury compounds

20mg/kg0.2mg/L
โมลิบดีนัม และ/หรือสารประกอบโมลิบดีนัม(ไม่รวมโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์)

Molybdenum and/or molybdenum compounds; excluding molybdenum disulfide

3,500mg/kg350mg/L
นิกเกิล และ/หรือสารประกอบนิกเกิล

Nickel and/or nickel compounds

2,000mg/kg20mg/L
ซิลิเนียม และ/หรือสารประกอบซิลิเนียม

Selenium and/or selenium compounds

100mg/kg1.0mg/L
เงิน และ/หรือสารประกอบของเงิน

Silver and/or silver compounds

500mg/kg5mg/L
แทลเลียม และ/หรือสารประกอบแทลเลียม

Thallium and/or thallium compounds

700mg/kg7.0mg/L
วาเนเดียม และ/หรือสารประกอบวาเนเดียม

Vanadium and/or vanadium compounds

2,400mg/kg24mg/L
สังกะสี และ/หรือสารประกอบสังกะสี

Zinc and/or zinc compounds

5,000mg/kg250mg/L
ออลดริน

Aldrin

1.4mg/kg0.14mg/L
คลอเดน

Chlordane

2.5mg/kg0.25mg/L
ดีดีที ดีดีอี หรือ ดีดีดี

DDT, DDE, DDD

1.0mg/kg0.1mg/L
2,4-ดี

2,4-Dichlorophenoxyacetic acid

100mg/kg10mg/L
ดีลดริน

Dieldrin

8.0mg/kg0.8mg/L
ไดออกซิน

Dioxin (2,3,7,8-TCDD)

0.01mg/kg0.001mg/L
เอนดริน

Endrin

0.2mg/kg0.02mg/L
เฮปทาคลอร์

Heptachlor

4.7mg/kg0.47mg/L
คีโปน

Kepone

21mg/kg2.1mg/L
สารประกอบอินทรีย์ของตะกั่ว

Lead compounds, organic

13mg/kg
ลินเดน

Lindane

4.0mg/kg0.4mg/L
เมทอกซีคลอร์

Methoxychlor

100mg/kg10mg/L
ไมเร็กซ์

Mirex

21mg/kg2.1mg/L
เพนตะคลอโรฟีนอล

Pentachlorophenol

17mg/kg1.7mg/L
โพลีคลอริเนเต็ดไบฟีนิล

Polychlorinated biphenyls (PCBs)

50mg/kg5.0mg/L
ทอกซาฟีน

Toxaphene

5mg/kg0.5mg/L
ไตรคลอโรเอทิลีน

Trichloroethylene

2,040mg/kg204mg/L
ซิลเว็กซ์

Silvex; 2,4,5-Trichlorophenoxypropionic acid

10mg/kg1.0mg/L

TTLCค่าที่กำหนดของสารอนินทรีย์ เป็นค่าที่วัดเป็นความเข้มข้นของธาตุ ไม่ใช่ของสารประกอบ

TTLCในกรณีของแร่ใยหินและโลหะธาตุ ค่าที่กำหนดไว้ให้ใช้กับสารที่อยู่ในสภาพร่วนเป็นผงละเอียดเท่านั้น ทั้งนี้ แร่ใยหิน จะรวมถึง ไครโซไทล์ (Chrysotile) อะโมไซต์ (Amosite) ครอซิโดไลต์ (Crocidolite) ทรีโมไลต์ (Tremolite) แอนโทฟิไลต์ (Anthophyllite) และ แอกติโนไลต์ (Actinolite)

STLCค่าที่กำหนดของสารอนินทรีย์ เป็นค่าที่วัดเป็นความเข้มข้นของธาตุ ไม่ใช่ของสารประกอบ

ตัวบทเต็ม 6 ข้อ

ถอดจากตัวบทโดยตรง ไม่ได้ย่อหรือเรียบเรียงใหม่ ชื่อหัวข้อที่กำกับไว้เป็นคำสรุปที่เขียนขึ้น เพื่อให้กวาดสายตาหาข้อที่ต้องการได้เร็ว ไม่ใช่ถ้อยคำในประกาศ

ข้อ 1

สารไวไฟIgnitable substances

วัสดุที่ไม่ใช้แล้วประเภทสารไวไฟ (Ignitable substances) ที่มีลักษณะและคุณสมบัติ ดังนี้

1.1

เป็นของเหลวที่มีจุดวาบไฟ (Flash point) ต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส แต่ไม่รวมถึงสารละลายที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่น้อยกว่าร้อยละ 24 โดยปริมาตร วิธีทดสอบหรือวิธีวิเคราะห์ทำโดยการวัดด้วยเครื่องมือ Pensky-Martens Closed Cup Tester ตามวิธีทดสอบของมาตรฐาน ASTM Standard D-93-79 หรือ D-93-80 หรือการวัดด้วยเครื่องมือ Setaflash Closed Cup Tester ตามวิธีทดสอบมาตรฐาน ASTM D-3278-78

1.2

เป็นสารที่ไม่ใช้ของเหลวแต่สามารถลุกเป็นไฟได้ เมื่อมีการเสียดสี หรือเมื่อมีการดูดความชื้น หรือเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีขึ้นเองภายในสารนั้น และเมื่อเกิดลุกเป็นไฟจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และอย่างต่อเนื่องที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ภายใต้อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน (ความดัน 1 บรรยากาศ และอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส)

1.3

เป็นก๊าซอัดที่จุดระเบิดได้ (Ignitable compressed gas) ซึ่งก๊าซอัดนี้ ให้หมายถึงวัสดุหรือของผสมใด ๆ ที่บรรจุอยู่ในถังบรรจุที่มีความดันสมบูรณ์ (Absolute pressure) มากกว่า 2.81 กิโลกรัมต่อ ตารางเซนติเมตร ที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส หรือมีความดันสมบูรณ์ มากกว่า 7.31 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส วิธีทดสอบหรือวิธีวิเคราะห์ทำโดยการวัดตามวิธีทดสอบมาตรฐาน ASTM D-323

1.4

เป็นสารออกซิไดซ์ (Oxidizer) ซึ่งสามารถไปกระตุ้นให้เกิดการเผาไหม้ของสารอินทรีย์ขึ้นได้ ได้แก่ สารประกอบจำพวกคลอเรต (Chlorate) เปอร์แมงกาเนต (permanganate) เปอร์ออกไซด์อนินทรีย์ (inorganic peroxide) และ ไนเตรต (Nitrate)

ข้อ 2

สารกัดกร่อนCorrosive substances

วัสดุที่ไม่ใช้แล้วประเภทสารกัดกร่อน (Corrosive substances) ที่มีลักษณะและคุณสมบัติ ดังนี้

2.1

เป็นสารละลายน้ำ (Aqueous solution) ที่มีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) เท่ากับ 2 หรือ ต่ำกว่า และค่าความเป็นกรดด่าง (pH) เท่ากับ 12.5 หรือสูงกว่า วิธีทดสอบหรือวิธีวิเคราะห์ทำโดยการวัดด้วย pH-meter ตามวิธีทดสอบ Method 9040 in Test Methods for Evaluating Solid Waste, Physical/Chemical Methods (SW-846) ที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency: U.S. EPA) กำหนดไว้

2.2

เป็นของเหลวที่กัดกร่อนเหล็กกล้าชั้น SAE 1020 ได้ในอัตราสูงกว่า 6.35 มิลลิเมตรต่อปี ที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส วิธีทดสอบหรือวิธีวิเคราะห์ทำโดยการใช้วิธีทดสอบของสมาคมวิศวกรการกัดกร่อนแห่งชาติ (National Association of Corrosion Engineers: NACE) Standard TM-01-69 ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐาน Test Methods for Evaluating Solid Waste, Physical/Chemical Methods (SW-846) ที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency: U.S. EPA) กำหนดไว้

2.3

ไม่อยู่ในรูปของสารละลายน้ำแต่เมื่อผสมกับน้ำ ได้สารละลายน้ำที่มีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) เท่ากับ 2 หรือต่ำกว่า และค่าความเป็นกรดด่าง (pH) เท่ากับ 12.5 หรือสูงกว่า ตามวิธีทดสอบ Method 9040 in Test Methods for Evaluating Solid Waste, Physical/Chemical Methods (SW-846) ที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency: U.S. EPA) กำหนดไว้

2.4

ไม่อยู่ในรูปของของเหลวแต่เมื่อผสมกับน้ำ ได้ของเหลวที่กัดกร่อนเหล็กกล้า ชั้น SAE 1020 ได้ในอัตราสูงกว่า 6.35 มิลลิเมตรต่อปี ที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส วิธีทดสอบหรือวิธีวิเคราะห์ ทำโดยการใช้วิธีทดสอบของสมาคมวิศวกรการกัดกร่อนแห่งชาติ (National Association of Corrosion Engineers: NACE) Standard TM-01-69 ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐาน Test Methods for Evaluating Solid Waste, Physical/Chemical Methods (SW-846) ที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency: U.S. EPA) กำหนดไว้

ข้อ 3

สารที่เกิดปฏิกิริยาได้ง่ายReactive substances

วัสดุที่ไม่ใช้แล้วประเภทสารที่เกิดปฏิกิริยาได้ง่าย (Reactive substances) ที่มีลักษณะและคุณสมบัติ ดังนี้

3.1

เป็นสารที่มีสภาพไม่คงตัว สามารถทำปฏิกิริยาได้อย่างรวดเร็วและอย่างรุนแรง โดยไม่มีการระเบิดเกิดขึ้น

3.2

เป็นสารซึ่งทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับน้ำ

3.3

เป็นสารซึ่งเมื่อรวมกับน้ำจะได้ของผสมที่จะระเบิดได้

3.4

เป็นสารซึ่งเมื่อผสมกับน้ำ จะทำให้เกิดมีก๊าซพิษ ไอพิษ หรือควันพิษขึ้น ในปริมาณ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพบุคคลและสิ่งแวดล้อมได้

3.5

เป็นสารที่มีองค์ประกอบของไซยาไนด์หรือซัลไฟด์ เมื่อต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อม ที่มีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ระหว่าง 2 ถึง 12.5 แล้ว สามารถก่อให้เกิดก๊าซพิษ ไอพิษ หรือควันพิษขึ้น ในปริมาณ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพบุคคลและสิ่งแวดล้อมได้

3.6

เป็นสารซึ่งเมื่อถูกทำให้ร้อนในที่จำกัดจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาระเบิดรุนแรงได้

3.7

เป็นสารซึ่งสามารถระเบิดได้ทันที หรือเกิดปฏิกิริยาระเบิดได้ ในสภาวะอุณหภูมิและความดันมาตรฐาน (ความดัน 1 บรรยากาศและอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส) จะมีปฏิกิริยารุนแรง

ข้อ 4

สารพิษToxic substances

วัสดุที่ไม่ใช้แล้วประเภทสารพิษ (Toxic substances) ที่มีลักษณะและคุณสมบัติ ดังนี้

4.1

เป็นสารที่มีความเป็นอันตรายต่อสุขภาพ (Health hazards) หรือต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental hazards) ตามระบบการจำแนกและการสื่อสารความเป็นอันตรายของวัตถุอันตราย (Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals (GHS)) โดยเกณฑ์การจำแนกความเป็นอันตรายอย่างน้อยต้องเทียบเท่าเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยเรื่องระบบการจำแนกและ การสื่อสารความเป็นอันตรายของวัตถุอันตราย ดังต่อไปนี้

4.1.1

ความเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

(1)

ความเป็นพิษเฉียบพลัน (Acute toxicity) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑ ๒ หรือ ๓

(2)

การกัดกร่อน และการระคายเคืองต่อผิวหนัง (Skin corrosion / irritation) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

(3)

การทำลายดวงตาอย่างรุนแรงและการระคายเคืองต่อดวงตา (Serious eye damage / eye irritation) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

(4)

การทำให้ไวต่อการกระตุ้นอาการแพ้ต่อระบบทางเดินหายใจ (Respiratory sensitizer) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑ ๑A หรือ ๑B

(5)

การก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์สืบพันธุ์ (Germ cell mutagenicity) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

(6)

การก่อมะเร็ง (Carcinogenicity) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

(7)

เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ (Toxic to reproduction) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

(8)

ความเป็นพิษต่ออวัยวะเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงจากการรับสัมผัสครั้งเดียว (Specific target organ toxicity following single exposure) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

(9)

ความเป็นพิษต่ออวัยวะเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงจากการรับสัมผัสซ้ำ (Specific target organ toxicity following repeated exposure) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

(10)

ความเป็นอันตรายจากการสำลัก (Aspiration hazard) ประเภทย่อย ความเป็นอันตรายที่ ๑

4.1.2

ความเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

(1)

ความเป็นอันตรายเฉียบพลันต่อสิ่งแวดล้อมในน้ำ (Acute hazards to the aquatic environment) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

(2)

ความเป็นอันตรายระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมในน้ำ (Long-term hazards to the aquatic environment) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

(3)

ความเป็นอันตรายต่อโอโซนในชั้นบรรยากาศ (Hazard to the Ozone Layer) ประเภทย่อยความเป็นอันตรายที่ ๑

4.2

เป็นสารที่มีองค์ประกอบของสารที่ระบุข้างล่างนี้ ในปริมาณความเข้มข้นของสารใดสารหนึ่งหรือปริมาณรวมของสารทั้งหมด มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 0.001 โดยน้ำหนัก

4.2.1

2-Acetylaminofluorene (2-AAF)

4.2.2

Acrylonitrile

4.2.3

4-Aminodiphenyl

4.2.4

Benzidine and its salts

4.2.5

bis (Chloromethyl) ether (BCME)

4.2.6

Methyl chloromethyl ether

4.2.7

1,2-Dibromo-3-chloropropane (DBCP)

4.2.8

3,3'-Dichlorobenzidine and its salts (DCB)

4.2.9

4-Dimethylaminoazobenzene (DAB)

4.2.10

Ethyleneimine (EL)

4.2.11

alpha-Naphthylamine (1-NA)

4.2.12

beta-Naphthylamine (2-NA)

4.2.13

4-Nitrobiphenyl (4-NBP)

4.2.14

N-Nitrosodimethylamine (DMN)

4.2.15

beta-Propiolactone (BPL)

4.2.16

Vinyl chloride (VCM)

ข้อ 5

สิ่งเจือปนเกินค่าเกณฑ์ TTLC หรือ STLC

วัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีองค์ประกอบของสิ่งเจือปน ที่กำหนดไว้ ดังนี้

5.1

เมื่อนำมาหาค่าความเข้มข้นทั้งหมดของสิ่งเจือปน พบว่า มีองค์ประกอบของสารอนินทรีย์อันตรายและสารอินทรีย์อันตราย ในหน่วยมิลลิกรัมของสารต่อหนึ่งกิโลกรัมของวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว (mg/kg; wet weight) เท่ากับหรือมากกว่าค่า Total Threshold Limit Concentration (TTLC) ที่กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้ (หมายเหตุ – ค่าที่กำหนดของสารอนินทรีย์ เป็นค่าที่วัดเป็นความเข้มข้นของธาตุ ไม่ใช่ของสารประกอบ

– ในกรณีของแร่ใยหินและโลหะธาตุ ค่าที่กำหนดไว้ให้ใช้กับสารที่อยู่ในสภาพร่วนเป็นผงละเอียดเท่านั้น ทั้งนี้ แร่ใยหิน จะรวมถึง ไครโซไทล์ (Chrysotile) อะโมไซต์ (Amosite) ครอซิโดไลต์ (Crocidolite) ทรีโมไลต์ (Tremolite) แอนโทฟิไลต์ (Anthophyllite) และ แอกติโนไลต์ (Actinolite)

5.2

วัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เมื่อนำมาสกัดด้วยวิธี Waste Extraction Test (WET) และวิธีวิเคราะห์น้ำสกัดแล้ว มีองค์ประกอบของสารอนินทรีย์อันตรายและสารอินทรีย์อันตราย ในหน่วยมิลลิกรัมของสารต่อลิตร ของน้ำสกัด (mg/L) เท่ากับหรือมากกว่าค่า Soluble Threshold Limit Concentration (STLC) ที่กำหนดไว้

(หมายเหตุ – ค่าที่กำหนดของสารอนินทรีย์ เป็นค่าที่วัดเป็นความเข้มข้นของธาตุ ไม่ใช่ของสารประกอบ)

5.3

การทดสอบวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว โดยนำมาสกัดด้วยวิธี Waste Extraction Test (WET) จะทำ ก็ต่อเมื่อค่าความเข้มข้นทั้งหมด (Total Concentration) ของสารอันตรายใด ๆ มีค่าไม่เกินค่า TTLC ในข้อ 5.1 แต่มีค่าเท่ากับหรือมากกว่าค่า STLC ของสารนั้นที่กำหนดในข้อ 5.2 หรือเมื่อต้องการนำหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วนั้น ไปกำจัดโดยวิธีฝังกลบ

ตารางค่าเกณฑ์ที่อ้างถึงในข้อ 5.1 และ 5.2 อยู่ใน หัวข้อค่าเกณฑ์ความเข้มข้นรายสาร ด้านบน

ข้อ 6

วิธีหาค่าความเข้มข้น การสกัด และการวิเคราะห์

การหาค่าความเข้มข้นทั้งหมด การสกัดสาร และการวิเคราะห์หาปริมาณความเข้มข้นของสารอันตราย ในน้ำสกัด ให้ใช้วิธี ดังต่อไปนี้

6.1

ในการเตรียมตัวอย่างวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ต้องการทดสอบหาค่าปริมาณความเข้มข้นทั้งหมดของสารอันตรายในหน่วยมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (Total Concentration) หรือปริมาณความเข้มข้นของสารอันตรายในน้ำสกัดในหน่วยมิลลิกรัมต่อลิตร (Extractable Concentration) ให้ใช้วิธีดังต่อไปนี้

6.1.1

ชนิดที่ 1 – สำหรับวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีลักษณะเป็นของแข็งที่สามารถบดได้ จะต้องนำไปร่อน หรือไปบดเพื่อให้สามารถร่อนผ่านตะแกรงมาตรฐานก่อนนำไปวิเคราะห์ หากตัวอย่างมีวัสดุ ที่ไม่สามารถบดได้ และร่อนไม่ผ่านตะแกรงมาตรฐานที่ใช้ และเป็นวัสดุที่ปนเปื้อนมาไม่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะเดิม ของวัสดุที่ไม่ใช้แล้วนั้น ให้แยกออกแล้วทิ้งเสีย ส่วนที่เหลือของตัวอย่างให้นำไปร่อนผ่านตะแกรงมาตรฐาน ก่อนจะนำไปรวมและผสมกันอย่างทั่วถึงกับส่วนของตัวอย่างที่ไม่ต้องผ่านการบด เพื่อรอการวิเคราะห์ ต่อไป

6.1.2

ชนิดที่ 2 – สำหรับวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีลักษณะเป็นของผสมระหว่างของแข็งและของเหลวที่สามารถนำไปกรองได้ โดยมีองค์ประกอบของของแข็งมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 0.5 โดยน้ำหนัก จะต้องกรองตัวอย่างเพื่อแยกของแข็งออกจากของเหลวโดยการกรองผ่านแผ่นกรองเมมเบรน (Membrane filter) ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางของรูกรอง 0.45 ไมครอน จากนั้นวัดปริมาณของส่วนที่กรองได้และเก็บไว้ โดยส่วนนี้ จะถือว่าเป็น Initial Filtrate ส่วนของแข็งที่แยกได้จะนำไปบดและร่อนผ่านตะแกรงมาตรฐาน (สิ่งแปลกปลอม จะถูกแยกทิ้งไป) และนำไปผสมกับของแข็งที่ผ่านตะแกรงโดยไม่ต้องบด ซึ่งส่วนที่เป็นของแข็งนี้ จะถูกนำไปวิเคราะห์ด้วยวิธีในข้อ 6.4 โดยสัดส่วนของน้ำสกัด (Extraction solution) ที่ใช้ คือ 10 มิลลิลิตรของน้ำสกัด ต่อหนึ่งกรัมของของแข็ง เมื่อเสร็จสิ้นการสกัดแล้ว สารละลายที่สกัดได้จะถูกนำไปกรองและไปผสมกับ Initial Filtrate อย่างทั่วถึงก่อนนำไปวิเคราะห์ด้วยวิธีในข้อ 6.5.2

6.1.3

ชนิดที่ 3 – สำหรับวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีลักษณะเป็นกากตะกอน (sludge) เลน (slurry) หรือเป็นน้ำมัน (oily) น้ำมันดิน (tarry) หรือ resinous material ที่ไม่สามารถกรองหรือบดได้ หลังจากแยกสิ่งแปลกปลอมออกแล้ว ตัวอย่างที่เหลือทั้งหมดจะถูกนำไปวิเคราะห์ต่อไป

6.1.4

หากจำเป็นต้องมีการผึ่งตัวอย่างที่เป็นของแข็ง หรือองค์ประกอบของแข็งให้แห้ง ณ อุณหภูมิห้อง ก่อนร่อน บด หรือแยกสิ่งแปลกปลอมออก หรือได้มีการทำให้ของเสียนั้นแห้งก่อนทำการวิเคราะห์ จะต้องบันทึกค่าน้ำหนักที่หายไป และต้องบันทึกสภาพของการทำให้แห้งไว้ด้วย

6.1.5

ให้ใช้ตะแกรงมาตรฐานขนาด 2 มิลลิเมตร (เบอร์ 10) ในการหาค่าปริมาณ ความเข้มข้นทั้งหมดของสารอันตรายในหน่วยมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และปริมาณความเข้มข้นของสารอันตรายใน น้ำสกัดในหน่วยมิลลิกรัมต่อลิตร ยกเว้นในกรณีที่เป็นการหาค่าปริมาณความเข้มข้นทั้งหมดของสารอินทรีย์อันตราย ในหน่วยมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ให้ใช้ตะแกรงมาตรฐานขนาด 1 มิลลิเมตร

6.2

สำหรับวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีลักษณะเป็นของเหลว หรือมีของแข็งที่ไม่ละลายน้ำปะปนในปริมาณที่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 โดยน้ำหนัก จะไม่ต้องนำมาสกัดโดยวิธี Waste Extraction Test (WET) แต่สามารถนำไปวิเคราะห์หาค่าของสารต่าง ๆ ได้โดยตรง และจะถือว่าเป็นของเสียอันตราย ก็ต่อเมื่อค่าปริมาณ ความเข้มข้นทั้งหมดของสารอันตรายในหน่วยมิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของสารใด ๆ มีค่ามากกว่าค่า TTLC ที่กำหนดไว้สำหรับสารนั้น

อย่างไรก็ตาม หากค่าปริมาณความเข้มข้นทั้งหมดของสารอันตรายในหน่วยมิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของสารนั้น มีค่าน้อยกว่าค่า TTLC แต่มากกว่า ค่า STLC เมื่อคิดเป็นความเข้มข้นในหน่วยมิลลิกรัมต่อลิตร จะต้องนำตัวอย่างของเหลวนั้นมากรองผ่านแผ่นกรองเมมเบรน (Membrane filter) ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางของรูกรอง 0.45 ไมครอน แล้วนำเอาของเหลวที่ผ่านการกรองไปวิเคราะห์ หาค่าของสารนั้น โดยจะถือว่าเป็นของเสียอันตราย ก็ต่อเมื่อค่าปริมาณความเข้มข้นทั้งหมดของสารอันตรายในของเหลวที่ผ่านการกรองมีค่ามากกว่าค่า STLC ที่ระบุไว้สำหรับสารนั้น

6.3

ให้ใช้สารละลาย 0.2 M Sodium citrate ที่ pH 5.0 ± 0.1 เป็นน้ำสกัดที่ใช้ในวิธี WET (WET extraction solution) โดยเตรียมจากการนำสารละลาย Citric acid ในปริมาณที่เหมาะสมมาปรับ pH ให้เป็น 5.0 ด้วยสารละลาย 4.0 N NaOH

สารละลาย Citric acid สามารถเตรียมได้โดยนำเอา Analytical grade citric acid ไปละลายใน Deionized water

สำหรับการวิเคราะห์หาค่าโครเมียมเฮกซาวาเลนท์ (Chromium (VI)) ให้ใช้ Deionized water เป็นน้ำสกัด

6.4

การสกัดด้วยวิธี Waste Extraction Test (WET) มีขั้นตอนดังนี้

6.4.1

นำตัวอย่าง 50 กรัม ใส่ลงในภาชนะที่ทำจากแก้วหรือพลาสติกประเภทโพลีเอทิลีน (ควรใช้ภาชนะที่ทำจากแก้วเมื่อต้องการวิเคราะห์หาสารอินทรีย์อันตราย)

ภาชนะที่ใช้ในการสกัด ควรผ่านการล้าง (Rinsed) อย่างต่อเนื่องด้วยสารละลาย Nitric acid ซึ่งสามารถเตรียมได้จากการนำเอา Nitric acid solution มาผสมกับ Deionized water ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 โดยปริมาตร

6.4.2

เติมน้ำสกัด 500 มิลลิลิตรลงในตัวอย่าง จากนั้นนำของผสมไปไล่อากาศด้วยก๊าซไนโตรเจน เป็นเวลา 15 นาที เพื่อไล่ออกซิเจนในน้ำสกัดออกไป และป้องกันไม่ให้ออกซิเจนในอากาศละลาย ลงไปในตัวอย่าง เมื่อเสร็จแล้วให้ปิดฝาภาชนะอย่างรวดเร็ว และนำไปเขย่าโดยใช้ Table shaker หรือ Overhead stirrer หรือ Rotary extractor ซึ่งสามารถทำให้ของผสมอยู่ในสภาพถูกกวนผสมอยู่ตลอดเวลา (Vigorously agitated suspension) เป็นเวลา 48 ชั่วโมง

สำหรับการวิเคราะห์หาค่าสารที่ระเหยได้ง่าย เช่น Trichloroethylene จะต้อง ทำการไล่อากาศและออกซิเจนออกจากน้ำสกัด ก่อนที่จะเติมลงในตัวอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการระเหยของสารนั้น

6.4.3

จากนั้นนำเอาของผสมไปกรอง หรืออาจไปปั่นด้วยแรงเหวี่ยง (Centrifuged) แล้ว มากรองผ่านแผ่นกรองเมมเบรน (Membrane filter) ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางของรูกรอง 0.45 ไมครอน โดยใช้ Thick-walled suction flask ที่สะอาด สำหรับของแข็งขนาดหยาบ สามารถใช้ Pressure filtration แทน vacuum filtration ได้ สำหรับของแข็งขนาดละเอียด อาจต้อง Centrifuged ที่ความเร็วรอบถึง 10,000 x G ก่อนนำไปกรองผ่าน แผ่นกรองเมมเบรน (Membrane filter) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของรูกรอง 0.45 ไมครอน

6.4.4

ชนิดของแผ่นกรองที่ใช้ ควรมีองค์ประกอบของโลหะหนัก ฟลูออไรด์ และสารอินทรีย์ ที่สามารถชะออกมาได้ในปริมาณที่น้อยมาก

6.4.5

อุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็น ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน Method 1310 ใน Test Methods for Evaluating Solid Waste, Physical/Chemical Methods (SW-846) ที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency: U.S. EPA) กำหนดไว้

6.4.6

ควรปรับอุณหภูมิในระหว่างการสกัดให้อยู่ระหว่าง 20-40 องศาเซลเซียส

6.4.7

ในกรณีที่ต้องการวิเคราะห์หาปริมาณโลหะ (metal elements) เท่านั้น ให้ถ่ายสารละลายที่กรองได้จาก ข้อ 6.4.3 ลงในขวดโพลีเอทิลีน และปรับสภาพให้เป็นกรดด้วยกรดไนตริก จนความเข้มข้นของกรดในสารละลายผสม (สารละลายที่กรองได้จากข้อ 6.4.3 ผสมกับกรดไนตริก) เป็นร้อยละ 5 โดยปริมาตร (ให้ปรับสภาพให้เป็นกรดทันทีหลังจากผ่านการกรอง)

6.4.8

ในกรณีที่ต้องการวิเคราะห์หาค่าของสารอินทรีย์อันตรายด้วย หรือต้องการวิเคราะห์หาค่าของสารอินทรีย์อันตรายเท่านั้น ให้ถ่ายสารละลายที่กรองได้จาก ข้อ 6.4.3 ลงในขวดแก้ว ยกเว้น ถ้าเป็นการวิเคราะห์หาฟลูออไรด์ ควรใช้ขวดโพลีเอทิลีน

กรณีที่เป็นการวิเคราะห์หาสารอินทรีย์อันตรายและฟลูออไรด์ ห้ามปรับสภาพให้เป็นกรด แต่ต้องนำไปแช่แข็งทันที จนกว่าจะมีการนำไปวิเคราะห์ เว้นแต่ว่าจะวิเคราะห์ภายใน 24 ชั่วโมง

6.4.9

ก่อนวิเคราะห์หาค่าความเข้มข้นของสารเป้าหมาย เพื่อที่จะหาว่าปริมาณ ความเข้มข้นของสารอันตรายในน้ำสกัดในหน่วยมิลลิกรัมต่อลิตร (Extractable concentration; EC) ในตัวอย่าง มีค่ามากกว่าค่า STLC ของสารนั้นหรือไม่ ซึ่งวิธีการวิเคราะห์ให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในข้อ 6.5.2

6.5

การวิเคราะห์หาค่าปริมาณความเข้มข้นทั้งหมดของสารอันตราย (Total Concentration) ให้ใช้วิธีที่กำหนดดังนี้

6.5.1

สำหรับโลหะและสารประกอบ ให้ใช้วิธีสกัดที่กำหนดไว้ใน Test Methods for Evaluating Solid Waste, Physical/Chemical Methods (SW-846) ที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency: U.S. EPA) กำหนดไว้ ดังนี้คือ

6.5.1.1

Method 3050 สำหรับโลหะและสารประกอบทุกตัว ยกเว้น โครเมียมเฮกซาวาเลนท์

6.5.1.2

Method 3060 สำหรับโครเมียมเฮกซาวาเลนท์

6.5.2

สำหรับสารอนินทรีย์อันตรายและสารอินทรีย์อันตรายอื่น ๆ ยกเว้นสารประกอบอินทรีย์ของตะกั่ว (Organic lead compounds) ให้ใช้วิธีที่กำหนดไว้ใน Chapter Two, “Choosing the Correct Procedure”ใน “Test Methods for Evaluating Solid Waste, Physical/Chemical Methods,” ที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency: U.S. EPA) กำหนดไว้

6.5.3

สำหรับสารประกอบอินทรีย์ของตะกั่ว (Organic lead compounds) ให้ใช้ วิธีที่กำหนดไว้ในภาคผนวกที่ 11 ของ California Code of Regulations, Title 22 Social Security, Division 4.5 Environmental Health Standards for the Management of Hazardous Waste, Chapter 11 Identification and Listing of Hazardous Waste

ตารางค่าเกณฑ์ที่อ้างถึงในข้อ 5.1 และ 5.2 อยู่ใน หัวข้อค่าเกณฑ์ความเข้มข้นรายสาร ด้านบน

ภาคผนวกที่ 2 ลักษณะและคุณสมบัติของวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นของเสียอันตราย ท้ายประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566 · เล่ม 140 ตอนพิเศษ 126 ง หน้า 24-31 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

เปิดตัวบทฉบับเต็ม (PDF กรมโรงงานอุตสาหกรรม) — ภาคผนวกที่ 2 อยู่หน้า 60-69

ไฟล์ต้นฉบับใช้ฟอนต์ THSarabunIT๙ ซึ่งแสดงเลขอารบิกเป็นเลขไทย ตัวเลขในไฟล์นี้จึงเป็นเลขอารบิกตามรหัสอักขระจริง ขณะที่ฉบับพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแสดงเป็นเลขไทย ค่าเท่ากันทุกตัว อีกเรื่องคือตาราง ToUnicode ของไฟล์แมปหางนิคหิตของสระ "ำ" ไปเป็นไม้เอก ทำให้ตัวสกัดทั่วไปอ่าน "กำหนด" เป็น "ก่าหนด" สคริปต์แก้ที่ระดับ CID ของรูปอักษร รายละเอียดอยู่ในหัวไฟล์สคริปต์

หน้านี้เป็นตัวช่วยอ่านตัวบท การวิเคราะห์และการวินิจฉัยที่เป็นทางการ เป็นอำนาจของกรมโรงงานอุตสาหกรรม